Arctic Monkeys

posted on 20 Oct 2009 22:12 by rockon in ArcticMonkeys


 

อาร์คติก มังกี้ส์ (Arctic Monkeys)

www.arcticmonkeys.com

สมาชิกวง

  • อเลกซ์ เทอร์เนอร์ (ร้อง/กีตาร์)
  • แมต เฮลเดอร์ส (กลอง)
  • เจมี่ คุก (กีตาร์)
  • นิค โอมัลลีย์ (เบส)
อดีตสมาชิก
  •  
    •  แอนดี้ นิโคลสัน
    •  กลิน โจนส์

 

ประวัติ

 

            อเลกซ์และเจมี่ ทั้งคู่ตั้งวงกับอีกสองหนุ่มเพื่อนร่วมโรงเรียน แมต และแอนดี้(มือเบสคนเก่า) ในปี 2002 และเริ่มตระเวนทัวร์ในละแวกเชฟฟิลด์เมืองเกิดโดยคอนเสิร์ตแรกของพวกคือที่ ผับ The Grapes เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2003 จากนั้นก็เริ่มทำเดโม และเบิร์นแจกตามคอนเสิร์ตที่พวกเขาขึ้นแสดง การแสดงสดและเพลงเดโมของพวกเขาถูกเล่าขานกันปากต่อปาก การทัวร์ของวงหนุ่มวัยเกระเตาะเริ่มแผ่ขยายจากละแวกบ้านเป็นนอกเมือง จากนอกเมืองสู่เมืองใหญ่ ระหว่างนั้นเพลงในเดโมของพวกเขาก็แพร่สะพัดให้ดาวน์โหลดทาง อินเทอร์เน็ต นับว่าอาร์คติก มังกี้ส์เป็นอีกหนึ่งวงของศิลปินยุคใหม่ ที่ชื่อเสียงอันโด่งดังของพวกเขาไม่ได้พึ่งพาระบบธุรกิจแต่แรก



 

 

 

        สังคมออนไลน์ทำให้ Arctic Monkeys วงดนตรีแนว Alternative Rock สร้างชื่อเสียงจากการเป็นวงอินดี้ที่ไม่ง้อค่าย ไม่ผลิตแผ่นขาย ทำเพียงปล่อยเพลงในเว็บไซต์ และเล่นดนตรีตามผับเท่านั้น ปากต่อปากทำให้พวกเขา 4 หนุ่ม สั่งสมชื่อเสียง จนทุกวันนี้กลายเป็นวงร็อกหน้าใหม่ที่ดังสุดกู่ และก้าวไกลด้วยการได้รับรางวัลสาขา Best British Group และ Best British Album จาก Brit Awards 2006 รวมถึง Album of the year จากนิตยสาร TIME เมื่อธันวาคม 2549 อีกด้วย และรางวัลอื่นๆ อีกมากมายมาการันตีฝีมือที่ผ่านการยอมรับอย่างล้นหลาม

 

    ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 พวกเขาเป็นกลุ่มนักดนตรีชายขอบจากเมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ แต่ปัจจุบันสามารถก้าวมาสู่ศิลปินที่โด่งดังไปทั่วโลก นอกเหนือจากจะปรบมือให้กับฝีมือ อันเป็นสารตั้งต้นชั้นดีแล้ว สิ่งที่ลืมไม่ได้คือ ปาฏิหาริย์ของโลกดิจิตอลที่ส่งผลให้ 4 หนุ่มนี้ไปไกลกว่าที่ฝัน

    พวกเขาสร้างปรากฏการณ์อันเป็นประวัติศาสตร์แก่วงการเพลงอังกฤษด้วยการทำ ยอดขายได้ถึง 360,000 ก๊อบปี้ หลังจากวางจำหน่ายได้เพียง 1 สัปดาห์

    ปัจจุบัน Arctics Monkey มีคิวขึ้นคอนเสิร์ตยาวเหยียดทั่วโลก อาทิ โตเกียว โอซากา เมลเบิร์น ซิดนีย์ รวมถึงเทศกาลดนตรีดังๆ ที่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และเดนมาร์ก รวมถึงที่ Glastonbury เทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ณ ประเทศอังกฤษ บ้านเกิดของเขา

 

    ทุกวันนี้พวกเขายังคงไม่สังกัดค่ายใหญ่ เพราะเชื่อมั่นว่า อิสรภาพทางความคิดที่ไม่ถูกกดดันจากพาณิชยศิลป์จะทำให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานได้ ยอดเยี่ยม

    เดือนพฤษภาคม 2005 พวกเขาวางจำหน่ายอีพี Five Minutes with Arctic Monkeys ที่มีเพลง Fake Tales of San Francisco และ From the Ritz to the Rubble รวมอยู่ด้วย ในจำนวนจำกัดเพียง 1,500 แผ่น ซึ่งขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งที่ยังไม่มีค่ายเพลงสนับสนุน โดยวงให้สาเหตุกับการไม่เซ็นสัญญากับค่ายใดว่า เพราะพวกเขาไม่อยากโดนผูกมัด และไม่อยากให้ใครมีส่วนกำหนดทิศทางของดนตรี นอกจากตัวพวกเขาเอง กระทั่งวงตัดสินใจเซ็นกับสังกัด Domino ในเดือนต่อมา เพราะนับถือทัศนคติของเจ้าของสังกัด คือ ลอว์เรนซ์ เบล ที่ถือคติว่าจะเซ็นสัญญากับวงที่ตัวเองโปรดปรานเท่านั้น ทั้งยังสนับสนุนระบบการทำงานแบบ DIY ซึ่งเขาจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใดด้วย

     I Bet You Look Good on the Dancefloor และ When the Sun Goes Down สองซิงเกิ้ลจากอัลบั้มแรกขึ้นอันดับที่ 1 ของชาร์ตอังกฤษ และเมื่ออัลบัมวางจำหน่าย ก็ขึ้นอันดับ 1 ในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้พวกเขาต้องออกทัวร์อย่างไม่หยุดพัก และทัวร์ที่สำคัญก็คือ การทัวร์อเมริกากลางปี 2006 โดยเป็นวงเปิดให้กับ Oasis การทัวร์อเมริกาครั้งนี้ ทำให้อาร์คติก มังกี้ส์แจ้งเกิด จนวงเขาต้องกลับไปเปิดทัวร์อเมริกาอีกรอบ แต่การทัวร์อย่างหนักก็ส่งผลให้แอนดี้ นิโคลสัน มือเบส ขอลาออกจากวงเพื่อไปพักผ่อน อาร์คติก มังกี้ส์จึงดึงนิคเข้ามาแทนที่ และเริ่มบันทึกเสียงในอัลบัมใหม่ Favourite Worst Nightmare ต่อมา ซึ่งการทำงานในอัลบัมนี้นั้น อเลกซ์กล่าวว่า เป็นการทำงานที่ต่อยอดมาจากเพลงในอัลบัมแรก คือ View from the Afternoon, From the Ritz to the Rubble และ Perhaps Vampires is a Bit Strong But

     อัลบั้มที่ 2 Favourite Worst Nightmare เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล Brainstorm (เบรนสตอร์ม)

     อัลบั้มที่ 3 Humbug เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ล "Crying Lightning" ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ใน UK Indie Chart และขึ้นชาร์ตอันดับที่ 12 ใน UK Singles มีโปรดิวเซอร์คือ James Ford จากอัลบั้มชุดที่สอง Favourite Worst Nightmare และ Josh Homme จาก Queens of The Stone Age อัลบั้มนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวเพลงของ Arctic Monkeys จากที่เคยเล่นแนว Garage Rock ที่มีกลิ่นอาย Punk นิดๆ จากเสียงร้องของ Alex Turner แต่ในอัลบั้มนี้นั้นเน้นความเป็น Psychedelic Rock มากขึ้น ซึ่งอันที่จริงในอัลบั้มที่สองนั้นก็มีกลิ่นอายเพลงแนวนี้อยู่แล้ว ความเป็น Psychedelic ของอัลบั้มนี้นั้นเห็นได้จากหน้าปกอัลบั้มที่เป็นภาพคล้ายๆ ภาพหลอน แต่หลายๆ เพลงนั้นก็ยังมีความเป็น Arctic Monkeys แบบเดิมๆ อยู่มากด้วยเช่นกัน